ล่ามือดีทุบตู้เอทีเอ็ม พังยับเยิน ชาวบ้านเผย เพิ่งถูกทุบไปเมื่อ2เดือนก่อน ยังไม่ทันซ่อมมาถูกทุบซ้ำอีก

*****ระยอง..ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 03.00 น.วันที่ 16 พ.ค. ร.ต.อ.หญิงกาญจนภัสส์ ปฐวีศรีสุทธา รอง สว.(สอบสวน)สภ.เมือง ระยอง รับแจ้งว่า เกิดเหตุคนร้ายทุบทำลายตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทย ที่ตั้งอยู่ทางเข้าร้าน ร้านบ้านตะวันผับ ริม ถนนราษฎร์บำรุง ต.เนินพระ อ.เมืองระยอง จึงประสานกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน เดินทางไปตรวจสอบ

*****ที่เกิดเหตุพบตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทยที่ตั้งอยู่ริมถนนสภาพพังยับเยิน บริเวณหน้าตู้ที่เป็นกรอบพลาสติกถูกทุบตีจนแตกชิ้นส่วนกระจายเกลื่อนพื้น และยังพบกระดาษบิลเป็นม้วนของตู้เอทีเอ็มตกอยู่ข้างซ้ายที่พื้นหญ้ากับก้อนหินขนาดใหญ่จำนวนหลายก้อนส่วนหน้าจอไม่ได้รับความเสียหาย จึงเก็บหลักฐานทั้งหมดเพื่อหาเบาะแสคนร้าย และ ยังพบป้ายปิดไว้ว่าตู้ดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม

*****จากการสอบสวนพลเมืองดีที่แจ้งความ ได้ให้การว่าตนเองมากดเงินที่ตู้ดังกล่าว พอเดินเข้าไปในตู้ ก็ต้องตกใจเพราะสภาพตู้พังอย่างที่เห็น จึงรีบโทรแจ้ง 191 ทันที โดยที่ไม่ทันเห็นป้ายปิดปรับปรุงที่ติดไว้ข้างตู้ ด้านนายเกริกฤทธิ์ สวรรค์ อายุ 33 ปี ผจก.ร้านบ้านตะวัน เปิดเผยว่า สำหรับตู้เอทีเอ็มดังกล่าว ได้ถูกมือดีมาทุบทำลายไปหนึ่งครั้ง เมื่อสองเดือนที่ผ่านมา แต่เนื่องจากพังเสียหายไม่มาก ทางธนาคารจึงไม่ได้มีการซ่อมแซม เพียงแต่นำกระดาษที่มีข้อความว่า เครื่องงดบริการรอซ่อมปรับปรุงมาติดไว้ โดยยังมีคนเข้ามาใช้บริการตลอด แต่ก็ไม่สามารถใช้การได้

*****ด้านทางเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย ชี้แจงว่า สำหรับตู้ดังกล่าวอยู่ระหว่างการซ่อมแซมปรับปรุง ไม่สามารถใช้งานได้มีประมาณ 2 เดือนแล้ว ทางธนาคารมีการติดประกาศไว้ แต่อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดกับผู้ใช้บริการ ที่เข้ามาใช้บริการแล้ว อาจมองไม่เห็นแผ่นป้ายกระดาษแปะหน้าตู้ที่เขียนว่า เครื่องงดให้บริการรอปรับปรุง หลุดห้อยอยู่ เกิดโมโหเลยทุบทำลายตู้ ซึ่งทางธนาคารจะดำเนินการแก้ไขปรับปรุงอย่างเร่งด่วน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สันนิษฐานว่า คงจะเกิดจากการที่กดเงินไม่ได้จึงทุบทำลาย หรือ อาจจะเกิดจากความคึกคะนอง เตรียมประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจวิทยาการ จ.ระยอง เข้ามาตรวจสอบหารายนิ้วมือผู้ก่อเหตุ และ ประสานทางธนาคารเจ้าของตู้เพื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่หน้าตู้เอทีเอ็ม เพื่อหาเบาะแสคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นิตยา  ทุมมานนท์/รายงาน