พบเงินที่ทุจริตจากสหกรณ์ฯถูกนำไปใช้ภายนอกประมาณ 800 ล้านบาท หมุนเวียนอยู่ในสหกรณ์ฯประมาณ 700 ล้านบาท

*****พัทลุง..ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่มีการทุจริตในสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจพัทลุง จำกัด ไม่น้อยกว่า 1,450 ล้านบาท ส่วนการสอบปากคำพยานสอบไปแล้วประมาณ 1,000 ราย มีสำนวนการสอบสวน เอกสารสำคัญ ประมาณ 150 แฟ้มขนาดใหญ่ และพบการทุจริตของกลุ่ม จนท.สหกรณ์ จำนวน 23 บัญชี รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 60 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถออกหมายจับกลุ่มผู้กระทำความผิดได้ในสัปดาห์นี้ โดย พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผช.ผบ.ตร. เตรียมลงพื้นที่ติดตามคดีดังกล่าวในเร็วๆนี้นั้น

*****เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อสายวันที่ 30 พ.ค.65  ที่ห้องประชุมตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง ซึ่งใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการคลี่คลายคดีทุจริตเงินสหกรณ์ฯ กลุ่มพนักงานสอบสวนของ ภ.จว.พัทลุง ภายใต้การนำของ พ.ต.อ.วรชาติ รสจันทน์ รอง ผบก.ภ.จว.พัทลุง และ ตร.ชุดสอบสวน ภ.9 ร่วมกันรวบรวมเอกสาร หลักฐาน เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดพัทลุง เพื่อขอหมายจับผู้ร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง หรือความผิดอื่น ๆที่สอบสวนพบการกระทำความผิด โดยกลุ่มผู้ต้องหาที่น่าจะถูกออกหมายจับในกลุ่มแรกน่าจะประกอบด้วย กลุ่ม จนท.สหกรณ์ฯ 8 คน ที่ถูกสหกรณ์ฯแจ้งความร้องทุกข์กับนักงานสอบสวนไปแล้วในห่อนหน้านี้ รวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง รวมประมาณ 25 ราย

*****รายงานข่าวแจ้งว่า จากข้อมูลของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพัทลุง  พบว่าจากการร่วมประชุมร่วมกันของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ในสังกัดกรมส่งเสริมสหกรณ์เมื่อเร็วๆนี้ พบมีการทุจริตเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจพัทลุง จำกัด มีประมาณ 1,500 ล้าน บาทในเบื้องต้นมีการนำเงินที่ได้ไปจากการทุจริตของสหกรณ์ฯไปใช้ภายนอกเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มผู้กระทำผิดและเครือข่าย ประมาณ 800 ล้านบาท และมีเงินที่ได้มาจากการทุจริตจากสหกรณ์ฯที่ยังอยู่ในสหกรณ์ฯที่น่าจะเป็นค่าหุ้น เงินฝาก ฯลฯ เพื่อต้องการเงินปันผล / เฉลี่ยคืน ทั้งในส่วนของสมาชิกธรรมดา และในกลุ่มบัญชีผีที่ไม่มีตัวตนที่กลุ่มทุจริตตบแต่งบัญชีขึ้นมาประมาณ 700 ล้านบาท

*****นายตำรวจ อดีต ผกก.รายหนึ่งในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง เผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตนได้ลาออกจากสมาชิกสหกรณ์ฯ ในเดือน กุมภาพันธ์ 2565 และขอค่าหุ้นประมาณ 3 ล้านบาทเศษจากสหกรณ์ฯนั้น แต่ทางสหกรณ์ฯไม่ได้คืนเงินค่าหุ้นให้กับตนโดยอ้างว่าสหกรณ์มีความขาดทุน ต่อมาตนได้มอบหมายให้ทนายความส่วนตัวเข้ายื่นเรื่องต่อศาลจังหวัดพัทลุง เพื่อขอเงินค่าหุ้นนั้น ขณะนี้ศาลจังหวัดพัทลุง ได้ไต่สวนแล้วปรากฏว่าคดีมีมูล และศาลฯได้นัดสืบพยานโจทย์ในต้นเดือน กันยายน 2565 นี้ คาดว่าตนน่าจะได้รับค่าหุ้นคืนจากสหกรณ์ฯ เนื่องจากการขาดทุนของสหกรณ์ฯที่ได้ปฏิเสธการจ่ายเงินค่าหุ้นคืนให้กับตนนั้น เกิดมาจากสาเหตุการบริหารที่บกพร่อง ผิดพลาด และมีการทุจริต ซึ่งไม่ได้เกิดจากการประกอบการที่ขาดทุนแต่อย่างใด เนื่องจากในขณะนี้สมาชิกฯยังจ่ายเงินต้น ดอกเบี้ย จากการกู้เงินเป็นปกติ ข่าวคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป