กศน.- ม.ราชภัฏสุรินทร์ รับลูก ทำหลักสูตรอนุรักษ์ภูมิปัญญาสมุนไพรอีสานใต้ ต่อชีวิตหมอพื้นบ้าน สร้างความมั่นคงทางสมุนไพร ไม่ให้สูญหายไปชั่วนิรันดร์

*****สุรินทร์..ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการเปิดศูนย์ศึกษา อนุรักษ์ และพัฒนาสมุนไพรอีสานใต้ โดยมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร  ร่วมกับภาคีเครือข่ายท้องถิ่นจังหวัดสุรินทร์ ประกอบด้วย จังหวัดสุรินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) คุณพ่อชอย สุขพินิจ แพทย์แผนไทยดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2559 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยภาคีเครือข่ายฯ จะได้ร่วมกันพัฒนาต่อยอดเพื่อให้เกิดการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นเชื่อมต่อกับระบบการแพทย์แผนปัจจุบันอย่างไร้รอยต่อ

*****นายเกษมศักดิ์ แสนโภชน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจแทนประชาชนชาว จ.สุรินทร์ จำนวน 138,000 คน ที่มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้มาตั้งศูนย์ฯ ที่นี่ ซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางของ อิสานใต้ เพื่อศึกษา พัฒนา และอนุรักษ์พืชพรรณสมุนไพร ให้คงอยู่สืบไป และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะสงคราม ข้าวยากหมากแพง คนยากจนลง การจะดำรงชีวิตอยู่ได้นอกจากแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว ก็ต้องอาศัยแพทย์แผนไทยเพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนด้วย ศูนย์ฯแห่งนี้จึงเป็นการส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพอนามัยที่ดี อย่างไรก็ตามศูนย์ฯ แห่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าขาดคุณอาริยา โมราษฎร์ และครอบครัว ที่ได้บริจาคพื้นที่จำนวน 17 ไร่เศษพร้อมอาคารอีกประมาณ 10 หลัง เพื่อร่วมกันศึกษาอนุรักษ์ป่าชุมชนให้คงอยู่ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อชาวอิสานใต้และคนไทยทั้งประเทศ

*****นางสาวทรงศรี วิริยะรังษิยากรณ์ รองเลขาธิการสำนักงาน  กศน. กล่าวว่า  รู้สึกยินดีแทนชาวอิสานใต้ ที่จะมีแหล่งสมุนไพรให้คนได้ศึกษาหาความรู้ อย่างไรก็ตามในส่วนของ กศน. ด้วยความที่สมุนไพรเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่ เด็ก นักศึกษา หรือแม้แต่ผู้ใหญ่หลาย ๆ คน ก็ยังไม่ได้เข้าไปศึกษาอย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกันสมุนไพรหลายชนิดที่เคยอยู่คู่กับวิถีชุมชนท้องถิ่น ก็เริ่มหายาก ท่าน รมช.ศึกษาธิการ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ ได้สั่งการให้ทาง กศน. เข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน ทำอย่างไรกับสมุนไพรที่จะสูญพันธุ์ได้ขยายพันธุ์ต่อ เพื่ออนุรักษ์และใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและไม่เป็นอันตราย ซึ่ง กศน.จะดำเนินการนำองค์ความรู้ จากหมอพื้นบ้านและกลุ่มของผู้ที่ทำเรื่องสมุนไพรมาสรุปเป็นองค์รวม บันทึกเป็นหลักสูตร สำหรับครู นักศึกษา ประชาชน ได้ศึกษาและเผยแพร่ต่อไป  โดยมีศูนย์ฯ แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ และศึกษาโดยมีหมอพื้นบ้านเป็นผู้ให้ความรู้

*****ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เลขาธิการมูลนิธิรพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า โดยส่วนตัวได้เก็บความรู้สมุนไพรทั้ง 4 ภาค นำมาทำยา และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้พบว่า ห้องทดลองที่เรียกว่าโลก มีหนูตะเภาที่เรียกว่ามนุษย์ ทดลองมาหลายชั่วอายุคน แต่ไม่ได้รับการรับรอง ทั้งที่เราไม่สามารถแยกต้นไม่ออกจากชุมชน ออกจากป่าได้  ขณะนี้ หมอยาอิสานใต้ อาจมีคนสุดท้ายอีกไม่กี่คน ถ้าเราไม่ถอดความรู้เก็บรักษาไว้ตั้งแต่วันนี้ ก็จะทำให้หมอพื้นบ้าน ซึ่งเป็นขุมทรัพย์ของชาติ เป็นเสมือนกุญแจสำคัญ ก็จะจากไปชั่วนิรันดร์ ดังนั้นเราจะต้องทำให้ดำรงอยู่ในวิถีชีวิต ไม่ใช่แค่ต้นสองต้นแต่เป็นระบบนิเวศน์ และส่งต่อความรู้ไปยังคนรุ่นต่อไป

***** “โดยส่วนตัวได้ทำงานร่วมกับคุณอาริยา มา 30 ปี ได้เห็นความตั้งใจของเขาที่อยากอนุรักษ์หมอยาพื้นบ้าน และสมุนไพรไม่ให้สูญพันธุ์ และได้ มรภ.สุรินทร์ และชาวบ้านในพื้นที่ได้ร่วมเข้ามาจดบันทึกทำความรู้ให้ชัดเจน เพื่อเป็นต้นทุนที่จะทำให้หมอยาพื้นบ้าน อยู่ในระบบสาธารณสุข ที่เมื่อเจ็บไข้ก็สามารถส่งต่อมายังหมอพื้นบ้าน และสามารถเบิกได้เหมือนร้านขายยา ทั้งนี้ก็ต้องชัดเจนในเรื่องของโรคและองค์ความรู้ที่ชัดเจน ซึ่งก็ยินดีมากที่ กศน. ได้เข้ามาร่วมทำหลักสูตรเพื่อสืบสานหมอพื้นบ้านให้ได้รับการรอง โดยอาจต้องมีการอบรมเพิ่มเติม และต่อยอดกับแผนพัฒนาวิสาหกิจชุมชน ของ มรภ.ที่มีอยู่แล้วได้” ดร.สุภาภรณ์ กล่าว

*****พ่อชอย สุขพินิจ หมอพื้นบ้าน กล่าวว่า ในพื้นที่จ.สุรินทร์ มีต้นไม้ที่เด่นหลายชนิด เช่น โลดทะนง เป็นยาถอนพิษ ปลาไหลเผือก แก้โรคมะเร็ง ฮังฮ้อน(พญาไฟ) เป็นยาร้อนใช้สำหรับหลังคลอดอยู่ไฟ พวกนี้เป็นสมุนไพรหายาก ที่จำเป็นต้องอนุรักษ์ไว้ และที่น่าเสียดายคือ ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ หัวร้อยรู หาไม่ได้แล้ว ต้องสั่งจากภาคเหนือ ภาคใต้ มารักษาคนไข้ นอกจากนี้โรคบางชนิด ที่แผนปัจจุบันรักษาไม่ได้ ก็ต้องใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีเรื่องไสยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งได้มีการบันทึกชัดเจนว่ามีมาช้านาน นอกจากนี้การจะต่อยอดไปสู่รุ่นต่อไป ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นหมอยาได้ ต้องเป็นคนที่มีความตั้งใจ มีคุณธรรม ไม่ทำเพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์มาก

*****อาจารย์เสาวนีย์ กุลสมบูรณ์ นักวิชาการอิสระด้านการแพทย์พื้นบ้าน กล่าวว่า ประเทศไทยคือหนึ่งเดียวในอาเซียนที่เปิดโอกาสให้หมอพื้นบ้านเข้ามาเชื่อมต่อกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ทุนที่ดีของ จ.สุรินทร์มีมาก น่าจะเป็นแบบอย่างการผสมผสานการแพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์พื้นบ้านได้เป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ เพราะมีองค์ความรู้ครบ สมบูรณ์ และจากการทำงานร่วมกับ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของ มรภ.สุรินทร์ พบว่า ขณะนี้หมอพื้นบ้านของสุรินทร์ ที่ได้ทำความร่วมมือ 19 สถาบัน รวบรวมหมอพื้นบ้านได้ถึง  140 คน นับได้เป็น 140 ภูมิปัญญาที่มีชีวิต เป็นต้นทุนที่ดีมาก ถ้าทุกคนทำความช่วยเหลือเก็บข้อมูล สภาวิชาชีพก็ประเมิน ก็เป็นหมอระดับหมอวิชาชีพซึ่งได้รับการรับรองไปแล้ว 6 คน เสียชีวิตไปแล้ว 2 คน และอีก 140 คนกำลังเข้าสู่กระบวนการรับรอง

*****นอกจากนี้ จ.สุรินทร์ ยังเป็นพื้นที่ที่ร่วมรักษาระหว่างหมอพื้นบ้านกับหมอแผนปัจจุบัน ที่รพ.พนมดงรัก โดยได้มีการเก็บข้อมูลไว้ในทุกเคส รวมถึงที่ อ.กาบเชิง แพทย์แผนไทยทำงานร่วมกับ สหวิชาชีพ พัฒนายาหมอพื้นบ้านกว่า 20 ตำรับ ในจำนวนนี้ 6 ตำรับ เข้าสู่บัญชียาหลักและได้ใช้ใน รพ.กาบเชิงแล้ว และในภาวะวิกฤต รพสต.ใน อ.ลำดวน ก็ได้ปรุงยาสำหรับประชาชน และดีใจมากที่ กศน.ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะเชื่อมความรู้ในระดับการศึกษานอกโรงเรียน ระดม พ่อหมอ แม่หมอ มาทำหลักสูตรพื้นฐานให้กับลูกหลานของเราต่อไป

*****ด้าน ผศ.กนก ไตสุรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ กล่าวว่า มรภ.สุรินทร์ เปิดสอนแพทย์แผนไทย จบไปแล้วหลายรุ่น เราพร้อมให้ความร่วมมือในการปลูก หนุนเสริม และมาเรียนรู้สมุนไพร และจัดทำหลักสูตร เพื่อกระจายองค์ความรู้ต่อไป ซึ่งนอกจาก สาขาแพทย์แผนไทยแล้ว สาขาอื่น ๆ เช่น สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ การจัดการ ก็สามารถเข้าร่วมด้วยได้

*****ด้านนายแพทย์ เอกชัย ผอ.รพ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ กล่าวว่า การจะเชื่อมต่อการรักษาของหมอพื้นบ้าน เข้าสู่ระบบบริการของสถานพยาบาลได้นั้น อย่างแรก ต้องทำให้คนรู้จักกัน เช่น หมอพื้นบ้านและคนที่จะทำงานด้วยกัน ไปร่วมเดินป่าศึกษาสุมนไพร อาจารย์ เภสัชกร และหมอพื้นบ้าน จะได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างความเข้มแข็ง ยกระดับความรู้ของทั้งสองแหล่ง บูรณาการความรู้เข้าด้วยกัน และอยากให้นำตำรับองค์ความรู้หมอพื้นบ้านที่ได้รับการคัดเลือกว่าได้ผลและปลอดภัย นำมาใช้เพื่อส่งต่อองค์ความรู้ต่อไป  ทั้งนี้ทางมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และมหาวิทยาราชภัฏสุรินทร์ จะเร่งดำเนินการหารือ เพื่อพัฒนาหลักสูตรการนำองค์ความรู้สมุนไพรอีสานใต้ และศักยภาพของแพทย์พื้นบ้านเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในระบบบริการสุขภาพ และนำมาใช้อบรมให้กับนักศึกษา และหมอพื้นบ้านทีสนใจต่อไป