สธ.ประชุมเข้ม เน้นย้ำมาตรการกำกับดูแลการเข้าถึงกัญชาและความปลอดภัยของประชาชน

*****กรุงเทพฯ..ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.พ.นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานในที่ประชุม  อนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกัญชาเสรีทางการแพทย์ ครั้งที 3/2565 ณ ห้องประชุม 2 ชั้น2 สำนักงานปลัดกระทรวง เมื่อวันที่ 21พ.ย.65  โดยมี ผู้บริหารและผู้แทนกรม กองต่างๆ ในกระทรวงสาธารณสุข ร่วมประชุมพร้อมเพรียง ที่ประชุมมีประเด็นการติดตามผลกระทบที่เกิดจากการปลดพืชกัญชาจากรายการยาเสพติดให้โทษ และทบทวนมาตรการการดำเนินการทั้งในรูปของการกำหนดกฏหมาย ระเบียบข้อบังคับ และการให้ความรู้ ความเข้าใจ สื่อสารให้ผู้ประกอบการและประชาชนได้เข้าใจ

*****น.พ.ประพนธ์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมภายหลังการประชุมในวันนี้ว่า “กระทรวงสาธารณสุขมีกลไกและระบบในการติดตามนโยบายกัญชาทางการแพทย์ ตั้งแต่อนุญาตให้นำพืชกัญชามาใช้ทางการแพทย์และวิจัยในปี 2562 ไม่ใช่เพิ่งมาดำเนินการเมื่อปลดออกจากยาเสพติด  โดยมีการติดตามในรูปของคณะกรรมการผ่านรองอธิบดีของแต่ละกรม เป็นประจำสม่ำเสมอ เดือนละอย่างน้อย 2 ครั้ง ผลกระทบต่อสังคมที่เราติดตามก็แตกต่างกันไปตามช่วงเวลา ตอนที่เรานำมาใช้เป็นยา เราติดตามการเข้าถึงยาของผู้ป่วย ติตามห่วงโซ่อุปทาน และข้อกฏหมายเรื่องการขออนุญาตปลูก ผลิต  เพื่อให้มียาพอเพียง

*****แต่พอปลดจากยาเสพติดเราก็เพิ่มการติดตามเรื่องผลกระทบทางลบ เช่น ภาวะความเป็นพิษจากกัญชา การเสพติดและการบำบัดผู้เสพติดกัญชา  โดยเราติดตามด้วยฐานข้อมูลของทั้งกระทรวง และของวิชาการ ซึ่งยังไม่พบอัตราการนำไปใช้ในทางที่ผิดเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากกรณีของสังคมที่มีการนำภาพการใช้ในทางที่ผิด มาเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ตอนนี้เราก็ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาติดตามเรื่องที่สังคมห่วงใย และเปิดใช้ระบบการเฝ้าระวังข้อห่วงใยของสังคม หรือ social listening จึงอยากขอให้สังคมเห็นถึงความตั้งใจของกระทรวงสาธารณสุข และให้เชื่อมั่นว่าเรามีระบบการเฝ้าระวัง

*****”ส่วนเรื่องที่มีผู้ฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนประกาศกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับกัญชานั้น วันนี้เราก็ทบทวนขั้นตอนก่อนการประกาศ ก็ทำอย่างรอบคอบ ถูกต้องตามกฏหมายทุกประการ ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด  การปลดออกมาก็เพื่อให้สามารถศึกษาวิจัย และการนำมาใช้ทางการแพทย์ได้สะดวกขึ้น ซึ่งเราก็เห็นว่า หลังปลดพืชกัญชาออกมา การศึกษาวิจัยผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ก็เกิดขึ้นกว้างขวางมากขึ้น  อยากให้มองที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสังคมอย่างรอบด้าน เทียบกับสิ่งที่เรามีอยู่ในสังคมตอนนี้ เช่น เหล้า บุหรี่ ผลกระทบที่เกิดจากเมาแล้วขับ มะเร็งปอด  จากการสูบบุหรี่ มันมากแค่ไหน

*****ในวันนี้ทางที่ประชุมก็ได้ทบทวนกันอีกว่า มาตรการที่เรามีขณะนี้ขณะนี้เพียงพอหรือไม่ ก็พบว่า เพียงพอที่จะเอาผิดกับผู้ที่นำกัญชาไปใช้ในทางที่ผิด เช่น เรามีบทลงโทษสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารที่ไม่แสดงป้ายสัญลักษณ์หรือคำแนะนำการบริโภคให้ปลอดภัย มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 25,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการร้องเรียนเราก็มีพนักงานเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีกรณีร้องเรียนการจำหน่ายอาหารที่มีส่วนผสมกัญชา และการสูบที่ก่อให้เกิดกลิ่นควันรำคาญ แต่อย่างไรก็ขอเรียนว่า ข้อกฏหมายที่เราใช้อยู่ตอนนี้ไม่ใช้ข้อกฏหมายที่จำเพาะกับกัญชา การดำเนินคดีกับผู้ที่ทำความผิดต้องใช้ข้อกฏหมายหลายข้อเข้ามาประกอบกัน ดังนั้นการเร่งออกพรบ. กัญชา กัญชง ให้เร็วที่สุด จะเป็นทางออกของปัญหา สุดท้ายขอให้ประชาชนรับข้อมูลอย่างมีสติ แยกแยะข้อเท็จจริง  ข้อห่วงใย ซึ่งยังไม่เกิดแต่กังวลว่าอาจเกิดขึ้นได้ และงานวิจัย โดยเฉพาะในต่างประเทศที่มีบริบทที่แตกต่างจากประเทศไทย เพราะการวางระบบเพื่อแก้ไขปัญหาจะต่างกัน ในส่วนที่กระทรวงออกมาพูด คือ ข้อเท็จจริง ที่ได้จากการติดตามในพื้นที่ผ่านฐานข้อมูลของเรา จึงอยากให้เชื่อมั่นว่านี่คือ ข้อมูลจริงที่เกิดในประเทศไทย” นพ.ประพนธ์กล่าวในตอนท้าย